thanapongphan.com

Rethink & Redesigning Work, Workforce and Workplaces in a Disruptive World

 Share

 

      สรุปการบรรยายหัวข้อ Rethink & Redesigning Work, Workforce and Workplaces in a Disruptive World โดยคุณพจ ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล CEO กลุ่มบริษัท ทู ทรี เปอร์สเปกทีฟ (2 3 Perspective) และผู้เขียนหนังสือ Digital Transformation in Action เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล Step-by-Step จากงาน Thailand HR Forum 2019 จัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เมื่อวันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2562

 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกของเราทุกวันนี้ หรือ ที่เราเรียกว่า “VUCA World” ที่ให้คำจำกัดความนี้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) ความคลุมเครือ (Ambiguity) กำลังส่ง สัญญาณบอกว่าหลายสิ่งจำต้องเปลี่ยน เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะหากไม่ เปลี่ยน ทั้งเราและธุรกิจก็คงจะไปไม่รอดอีกต่อไป

 

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เราคงต้องยอมรับว่ากระแสเรื่องของ Disruption เข้ามามี บทบาททั้งในชีวิตเราและโลกธุรกิจเป็นอย่างมาก หลายองค์กรตื่นตัวและคิดค้นหาวิธี รับมือสารพัดเพื่อให้องค์กรตน Survive และเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนนี้ให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลให้ชีวิตและรูปแบบการทำงานของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

 

 

แทบจะทุกธุรกิจอยากที่จะเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่โลกแห่ง Digital แต่ความเข้าใจอันคลาด เคลื่อนถึงการทำ Digital Transformation ว่าคือการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ในองค์กร หรือการมี Website, Application เป็นของตัวเองในช่องทาง Online และโลก Social Media ต่างๆ ก็เรียกว่าเราได้ทำการ Transform ธุรกิจแล้วทั้งที่ความเป็นจริงนั้นมันเป็น เพียงแค่การทำ IT หรือ Digital Marketing เท่านั้นเอง

 

 

Digital Transformation หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดอย่างมีกลยุทธ์ และเป็นการคิด แบบใหม่อย่างถึงแก่น จากรากฐานของธุรกิจของคุณ ด้วยการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความ เชี่ยวชาญของตนเอง แล้วมองหาโอกาสที่จะใช้ความเชี่ยวชาญนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นในการ Transform ธุรกิจให้เป็น Digital Business กระบวนการที่เกิดขึ้นจะเป็นการคิดใหม่ในทุกมิติ ของธุรกิจและทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างแท้จริง 

 

 

ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากแต่เอาเข้าจริงแม้แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ยังต้องล้มลุก คลุกคลานเมื่อถูก Disrupt เข้าอย่างจัง ดังนั้นการเข้าใจในโลกความเป็นจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น การยอมรับและเรียนรู้ความผิดพลาดที่ผ่านมา และการตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่จะทำ ให้เราเริ่มเข้าใจตนเอง องค์กร และโลกในปัจจุบัน ว่าจะต้องเปลี่ยนไปเช่นไร การมองหา สูตรสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆคงจะไม่ตอบโจทย์ใดๆ อีกต่อไป เพราะทั้งตัวงาน ตัวบุคคล สถานที่ทำงาน สภาพแวดล้อมต่างๆกำลังถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการทำงาน (Work) ที่เน้นทักษะในการเข้าใจ Ecosystem ในการทำธุรกิจ ทัศนคติที่เป็นบวกต่อการทำงานและการอยู่ร่วมกันในองค์กร การรู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริงจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการขับ เคลื่อนธุรกิจไปอย่างแข็งแรงไม่ว่าจะเจอการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมมามากเพียงใด ในขณะ เดียวกันองค์กรเองก็จำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อรูปแบบการทำงานที่ เปลี่ยนแปลงไปนี้ด้วย เรียกว่าต่างฝ่ายต่างต้องคิดให้เป็น และไม่เป็นตัวถ่วงระหว่างกันนั่นเอง

 

 

เมื่อรูปแบบการทำงาน เนื้องานแปรเปลี่ยนไป คนทำงานอย่างเราๆ (Workforce) ก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับโลกเช่นเดียวกัน ประโยคที่ว่า “Put the right man in the right job at the right time” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างสม่ำเสมอ แต่เอาเข้าจริงแล้วเราๆท่านๆ เคยทำกันได้จริงๆหรือ แนวทางการคัดกรองคนเข้าทำงานแบบเดิม การดูผลการเรียนจาก Transcript หรือการยึดมั่นชื่อเสียงของสถาบันที่สำเร็จการศึกษามาคงทำให้หลายท่านเห็น ตรงกันว่ามันไม่ work อีกต่อไปแล้ว หลายครั้งที่คนเก่ง คนดี คนมีความสามารถก็ไม่ได้มา จากสถาบันชั้นนำ หรือมีชื่อเสียงใดๆเลย ขณะเดียวกันคนที่ผลการเรียนดีเลิศจากสถาบัน ชั้นนำก็กลับไม่ได้ Contribute สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ให้กับองค์กรเลยแม้แต่น้อย 

 

ในยุค Digital เครื่องมือต่างๆถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดความโน้มเอียง (Bias) ในการ รับคนเข้าทำงาน และเพิ่มความโปร่งใส (Transparency) ของข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัด สินใจเข้าทำงานให้ง่าย สะดวก ประหยัด รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น เรียกว่าหมดยุคที่องค์กรเป็น ผู้เลือกเราแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้ว แต่คนทำงานต่างหากที่จะเลือกร่วมงานกับองค์กรที่เค้า สบายใจและสนใจเท่านั้น 

 

เมื่อเรามีอิสระในการเลือกสิ่งที่เราสนใจ และอยากทำจริงๆมากยิ่งขึ้นแล้วนั้น การทำ งานในรูปแบบของ On-Demand Workforce และ Freelance จะเริ่มขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้นเพราะมันไม่จำเป็นอีกแล้วที่ เราจะอยู่กับแค่องค์กรเดียว ในขณะที่ความสามารถของเราสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้กับ หลายๆที่ในห้วงเวลาเดียวกัน Platform ต่างๆ เช่น Upwork, Grab, Line ที่เป็น Online Marketplace ในการจับคู่คนกับงานก็จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น และหวังที่จะสร้าง Win-Win Situation ต่อไป

 

ความยืดหยุ่นของตัวงานและคนทำงานที่เกิดขึ้นทำให้สถานที่ทำงาน (Workplace) ไม่ถูกจำกัดให้อยู่แต่เพียงออฟฟิศเดิมๆอีกแล้ว การทำงานจากที่ใดก็ได้บนโลกใบนี้ ตราบใดที่ ผลสำเร็จของงานยังคงมีอยู่จะได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น รวมไปถึง Coworking Space ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในโลกปัจจุบันนี้เพราะมันไม่เพียงทำให้เราสามารถมี สถานที่ทำงานที่มี Facilities ที่เพียบพร้อมแล้ว แต่ยังเป็นสถานที่ที่สามารถทำให้เรา Adjust การทำงานให้เข้ากับตารางชีวิตของเราได้อย่างลงตัว และมากไปกว่านั้นยังเป็นที่ที่เราสามารถ สร้างเพื่อน สร้างเครือข่ายการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ลดความปวดหัวจากการเมืองภายใน องค์กรที่บั่นทอนบรรยากาศการทำงานของเราในทุกวันนี้ได้

 

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่อยู่อย่างสม่ำเสมอ นำแนวคิด Agile มาปรับใช้ทั้งในระดับองค์กร แผนก ทีม และตนเอง เพื่อมุ่งพัฒนาทั้งตัวเราและองค์กรให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน การปรับ Mindset ให้คิดให้เป็นบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง ลดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่มุ่งผลลัพธ์ โดยรวมของทั้วทั้งองค์กรจะเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของเราและธุรกิจได้ ผิดบ้าง พลาดบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา แต่การยอมรับว่าผิดไปแล้ว และเรียนรู้จากมันต่างหากที่สำคัญที่สุด 

 

เหนือสิ่งอื่นใดที่วันนี้ทุกท่านสามารถทำได้ก่อนที่จะคิด Redesign work, workforce, workplace คือเปลี่ยนตัวเองทั้งความคิดและการกระทำให้เราเป็นบุคคลที่ล้ำค่า น่าอยู่ใกล้ ต่อคนใกล้ชิด ครอบครัว องค์กร และสังคม เพราะ Journey ในการมุ่งเข้าสู่โลก Digital นี้คงจะไม่สวยหรูเสมอไป ความรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หรือท้อคงจะมีแว้บๆเข้ามาหาเราบ้าง แต่กำลังใจจากคนรอบข้าง ความเข้าใจที่รู้ ที่จะมุ่งสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันจะช่วยตอกย้ำ ว่าเรากำลังมุ่งมั่น ฝ่าฟัน เพื่ออะไรกันอยู่ 

 

หวังว่าทุกท่านจะสนุกและประสบความสำเร็จกับโลกที่ตื่นเต้นและท้าทายนี้ไปด้วยครับ !