thanapongphan.com

เหตุผลที่ธุรกิจทำไมต้องทำ Digital Transformation (Part 2/2)

 Share

บทความที่แล้ว (อ่านได้ที่ เหตุผลที่ธุรกิจทำไมต้องทำ Digital Transformation (Part 1/2) ) ผมได้ยกตัวอย่างกรณีของ UBER ที่ไม่เพียงส่งกระทบต่อผู้ให้บริการ Taxi  แต่ยังรวมถึงผู้ให้บริการด้านการขนส่งและคมนาคม โลจิสติกส์ เดลิเวอรี่ ผู้ให้บริการรถ Limousine หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมรถยนต์ รถไฟฟ้าและรถไร้คนขับในอนาคต และพลังงาน ฯลฯ ส่วน Airbnb ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงแรม ที่ต้องปรับตัวใหม่ แต่ยังเป็นคู่แข่งกับผู้ให้บริการ OTA (Online Travel Agency) แต่ Airbnb ยังมีให้บริการ Trips สำหรับจองการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ และ Reservation เพื่อการจองที่นั่งในร้านอาหารอีกด้วย

ในบทความนี้ ผมขอต่อด้วยอุตสาหกรรมค้าปลีก ทุกท่านคงจะทราบดีนะครับว่า e-Commerce ได้เข้ามามีบทบาทและ disrupt ผู้เล่นในอุตสาหกรรมค้าปลีกมากขนาดไหน อย่างกรณีล่าสุดคือ Toys “R” Us ที่ประกาศล้มละลายเหตุผลหลักที่สื่อหลายๆ สำนักวิเคราะห์ตรงกันก็คือ  ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ Toys “R” Us เพิ่งเริ่มทำ e-Commerce ของตัวเองในปี 2006 ในขณะที่ Amazon ได้เริ่มขายสินค้าของ Toys “R” Us และของเจ้าอื่นด้วยตั้งแต่ปี 2000 นั่นคือทุกสื่อวิเคราะห์ตรงกันว่า Toys “R” Us มาช้าเกินไปและไม่มีนวัตกรรมที่ดีพอที่จะแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่าง Amazon และ Walmart (แม้ว่า Toys “R” Us จะทำยอดขายจากออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา ปี 2016 ได้สูงถึง 912 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดย Amazon และ Walmart มียอดขายของเล่นที่ 2,163 เหรียญสหรัฐฯและ 1,285 เหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ)


 

 

 

 

 

 

 

อีกตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ยอดขายที่เกิดจากหน้าร้าน (brick-and-mortar stores) ในตลาดของเล่นเด็กในอเมริกามีสัดส่วนมากถึง 90% แต่ยอดขายสัดส่วน 10% ที่เกิดขึ้นในออนไลน์ก็มากเพียงพอ ที่ไม่เฉพาะแต่ Toys “R” Us ต้องยื่นขอล้มละลาย Payless และ Gymboree ก็ขอล้มละลายไปก่อนหน้านี้แล้ว

ถ้ามาดูในฝั่งบ้านเรา กลุ่ม Central มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบรนด์และจำนวนสาขา รวมถึงช่องทางการขายบน e-Commerce ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ช่องทางออนไลน์หลักคือ Central Online เว็บไซต์ www.central.co.th ซึ่ง Central ที่ซื้อกิจการ Zalora ในปี 2016 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น LOOKSI โดยปีนี้เพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น AVDM (Aux Villes Du Monde) ที่ลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ทั้งชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็สามารถแชทกับเจ้าหน้าที่ของห้าง เพื่อสอบถามข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าที่ต้องการ จากนั้นเลือกชำระเงินออนไลน์ ล่าสุดคือการร่วมธุรกิจกับ JD.com มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่มี JD Finance ให้บริการด้านฟินเทคอีกด้วย

สำหรับ เจ้าของแบรนด์ เจ้าของสินค้า จะปรับตัวอย่างไร ?

หากคุณได้ลองสังเกตเทรนด์ที่เกิดขึ้น และน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ธุรกิจของคุณนำไปปรับใช้ได้คือ กลุยทธ์ Brand.com 

ก่อนที่จะมาเรียนรู้ว่ากลยุทธ์ Brand.com คืออะไร ผมอยากให้ผู้อ่านมาดูวิวัฒนาการของ e-Commerce ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ที่เรียกว่า e-Commerce 1.0 ซึ่งเป็นเว็บไซต์ Classifieds หรือคล้ายสมุดหน้าเหลืองที่มาประกาศขายของกัน เช่น Craigslist หรือในไทยที่มี OLX หรือปัจจุบันคือ Kaidee.com จนมาถึงยุค C2C (customer-to-customer หรือ consumer-to-consume) คือใครๆ ก็มาขายของได้ เช่น eBay, Taobao ถ้าในไทยมี Tarad, WeLoveShopping, Shoppee จนมาถึงยุคของ B2C (business-to-customer) และ B2B2C (business-to-business-to-customer) เช่น Amazon, JD, Tmall, Lazada 


 

 

แล้ว Brand ที่เป็นเจ้าของสินค้าปรับตัวอย่างไร

แน่นอนว่า หลายๆ แบรน เลือกที่จะนำสินค้าไปขายในช่องทาง marketplace ต่างๆ ของ Amazon, JD, Tmall, Lazada แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันของแบรนด์ขึ้นมาเอง เพื่อเข้าถึงและขายสินค้าโดยตรงกับผู้บริโภค 


ตัวอย่าง แอปพลิเคชันแบรนด์ดัง Zara

จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ Brand.com และ e-Commerce ที่เปลี่ยนจากยุค 1.0 เป็น 2.0 และท้ายที่สุดเจ้าของแบรนด์และเจ้าของโรงงาน ทั้งแบรนด์ดังระดับโลกและระดับท้องถิ่นเปลี่ยนโมเดลจากตัว B2C เป็น M2C (manufacturer-to-consumer) หรือ D2C (direct-to-consumer) โดยใช้ข้อได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของแบรนด์ เจ้าของสินค้าและ/หรือ เจ้าของโรงงานการผลิต มากำหนดกลยุทธ์ทางด้านสินค้า ราคา และประสบการณ์ ในการการขายตรงถึงผู้บริโภคเลย

อีกกรณีที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำ Digital มา Transform ธุรกิจ ก็คือ Starbucks ที่ใช้ Mobile Application ในการทำ Loyalty Program ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำมากยิ่งขึ้นและสร้าง CSV (Customer Lifetime Value) ต่อคนสูงขึ้น ตลอดจนการจ่ายเงินผ่านมือถือและ pre-order ที่ทำให้สะดวกรวดเร็ว ที่ไม่ต้องรอคิวในการจ่ายเงินและรับสินค้า นอกจากจะทำให้ลูกค้า Starbucks เกิดประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังทำให้เกิดการบอกต่อ มีลูกค้าใหม่ สร้างยอดขายและกำไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


 

แน่นอนว่าเทคโนโลยีไม่ได้มา disrupt ธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีก การท่องเที่ยว และการขนส่ง ตามที่ผมได้ยกตัวอย่างเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจของท่านต้อง ต้องทำ "Digital Transformation”

 

 

 

 

หากผู้อ่านสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม ผมกำลังเปิดคอร์สอบรมในหัวข้อ Enable Digital Transformation - Think Platform ในวันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งทุกท่านจะได้มาเรียนรู้ว่า จะเริ่มและทำ Digital Transformation อย่างไร แต่การทำ Digital Transformation เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จต้อง Think Platform ด้วย คือ ต้องสร้างธุรกิจแบบ Platform ด้วยถึงจะประสบความสำเร็จ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.u23.in.th  แล้วพบกันครับ