thanapongphan.com

สรุป 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่นักการตลาดและผู้บริหารต้องรู้ ปี 2019

 Share

 

สรุป 9 เทรนด์ Digital Marketing ที่นักการตลาดและผู้บริหารต้องรู้ ปี 2019

 

 

#1 MarTech x Creativity

สูตรสำเร็จการตลาดดิจิทัล

 

ทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งอย่างไรถึงจะสำเร็จ

 

หลายครั้งที่การลงทุนทำดิจิทัล ในหลายๆองค์กร มักจะไม่ได้ทำต่อ หลังจากทำไประยะหนึ่ง เมื่อได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารหลายๆท่าน  จะพบคำตอบไม่ว่าจะเป็น ทำไปแล้วไม่เห็นจะสำเร็จเหมือนองค์กรอื่น ทำไปไม่ค่อยได้ผล ทำแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  จนทำให้ธุรกิจหลายๆแห่ง ก็ถอดใจหรือเลิกทำดิจิทัลไป  

 

คำถามที่สำคัญจริงๆ คือคุณทำดิจิทัลเทคโนโลยีทางการตลาด หรือ MarTech (Marketing Technology) ไปทำไม บางครั้งไม่เกิดผลอาจจะเกิดจากการที่ตั้งคำถามผิด ตั้งแต่ต้น และเมื่อตั้งคำถามผิด การวัดผลจึงไปเน้นในผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับโจทย์ที่แท้จริง

 

การทำดิจิทัล อย่าเริ่มต้นด้วยการเลือกใช้แพลตฟอร์ม หรือลงมือพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพียงเพราะเห็นว่าธุรกิจต่างๆ ก็มีกัน  เพราะบทบาทที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีต่างๆ คือการทำให้สิ่งที่เราอยากได้จริงๆ เกิดผลขึ้น   ดังนั้นผลลัพธ์ที่อยากได้ จะเป็นตัวตั้งให้กับธุรกิจในการเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง   

 

การทำดิจิทัลไม่ควรวางแผนปีต่อปี แต่ควรสร้าง Digital Roadmap ขึ้นมาก่อน โดยอาจกำหนดเป็นทิศทางขององค์กรในระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี เพราะหากไกลกว่านั้น สิ่งที่วางแผนใว้ อาจมี Business model ใหม่ๆ มา Disrupt จนไม่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

 

Human Insight x Brand Core Value x Technology Enabler

 

จุดที่นักการตลาดต้องนำมาใช้ให้ได้ คือส่วนที่พอดีกัน หรือส่วนที่สอดคล้องกันของ Human Insight และ Brand Core Value นั่นก็คือ Shared Value โดยลูกค้าได้สิ่งที่อยู่ใน Insight ของเค้า และสอดคล้องกับสิ่งที่ Brand หรือธุรกิจเองก็ทำได้ดี และสิ่งที่จะส่งมอบคุณค่าเหล่านี้ได้ ก็คือการเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม นั่นก็คือการเลือกใช้ Technology นั่นเอง

 

MarTech ไม่พอ ต้องมี Creativity ด้วย

 

เพราะเทคโนโลยีมีมากมายหลายอย่าง การเลือกใช้ให้เหมาะสม จึงต้องเน้นที่ Technology Enabler ที่จะเติมเต็มให้ประสบการณ์ที่ธุรกิจอยากสร้างให้กับลูกค้าเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง  การเลือกใช้เทคโนโลยีมาพร้อมกับการตั้งโจทย์ที่เหมาะสม ในยุคที่คำว่า Data คืออนาคตของธุรกิจ การที่ลงทุนสร้างหรือซื้อเครื่องมือ จึงต้องสอดคล้องกับ Data ที่อยากได้มา และ Data เหล่านั้นลูกค้าต้องยินดีมอบให้กับธุรกิจอย่างเต็มใจ การใช้เครื่องมือ จึงต้องคำนึงทั้งผู้ใช้งาน ว่าพร้อมใช้หรือไม่ ช่วยให้ชีวิตของเค้าดีขึ้นได้จริง และต้องคำนึงว่าสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ที่ธุรกิจอยากสื่อสารออกไป ยกตัวอย่างเช่น Mobile Application อาจไม่ได้เหมาะกับธุรกิจบางประเภท เพราะลูกค้าอาจจะไม่มีโอกาสซื้อซ้ำเลย หรือบางธุรกิจพึ่งตั้งขึ้นใหม่ การสร้าง Mobile Application เพื่อลูกค้า อาจจะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอให้ต้องดาวน์โหลดมาเพื่อใช้งาน

 

( บทความบางส่วนจากหนังสือ Digital Transformation in Action เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล Step-by-Step บทที่ 2.3 MARTECH x CREATIVITY สูตรสำเร็จการตลาดยุคดิจิทัล โดย นิพนธ์ แสงธีระพานิชย์ MD บริษัท Digital Groove จำกัด )

 

 

#2 Growth Marketer

นักการตลาดยุคดิจิทัล

 

Growth Hacking คือ ชื่อเรียกกระบวนการในการสร้างการเติบโต โดย Sean Ellis เป็นผู้คิดค้นคำว่า Growth Hacking ขึ้นมา ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมใน Silicon Valley ไปแล้ว

 

Growth Hacking เป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยมาทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนต่ำและด้วยวิธีการสังเกต ทดลอง และเรียนรู้  ที่สำคัญคือสามารถทำซ้ำได้ ซึ่งตอบโจทย์กับธุรกิจ ที่มีแข่งขันสูงและต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดด 

 

Growth Hackers คือ ผู้ที่มีส่วนผสมของ Marketer และ Coder ที่ต้องการตอบคำถามที่ว่า จะได้มาซึ่งลูกค้าสำหรับสินค้าและบริการอย่างไร ด้วยวิธีการทำ A/B tests, หน้า Landing Pages, การส่งอีเมล์ ฯลฯ

 

เป้าหมายหลักของ Growth Marketer คือ การสร้างเครื่องจักรทางการตลาดที่สามารถนำมาหรือสร้างลูกค้าได้อย่างถาวร

 

ความแตกแต่งระหว่าง Growth Hackers กับ Digital Marketers

 

Digital Marketers เป็นการทำให้ลูกค้าได้รู้จัก ชอบ ซื้อ ใช้ซ้ำ และบอกต่อ ในสินค้าหรือบริการ ด้วยช่องทางการตลาดดิจิทัล 

 

Growth Hackers เริ่มตั้งแต่การออกแบบพัฒนาสินค้าและบริการ การเริ่มให้คนมารู้จัก มีลูกค้ามาใช้บริการ แล้วมาถึงการให้คนใช้ซ้ำและการบอกต่ออย่างต่อเนื่อง จนถึงการวัดผลในเชิงรายได้ โดยยึดถือ

กระบวนการการวิเคราห์ข้อมูลและ insight การสร้างไอเดียใหม่ๆ การลำดับความสำคัญในการทดลอง และการทำการทดลอง ในการที่จะสังเกตและเรียนรู้ด้วยวิธีการที่สามารถวัดผลและขยายผลได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายและไอเดียที่ดีที่สุด

 

Growth Hacking ประกอบด้วย …

 

# Creative 

 

ในที่นี้ไม่ใช่ Creative ในความหมายของ Creative ที่นิยามในการตลาดทั่วๆ ไป แต่หมายถึง การเน้นที่กระบวนการคิดวิเคราะห์ และหาวิธีการที่สร้างสรรค์ในแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการซื้อหรือใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้กระบวนการของ Growth Hacking บรรลุเป้าหมายได้มากที่สุดด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด

 

# Data Analytics

 

Growth Hacker ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนของ Growth Hacking ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกวัดด้วยเครื่องมือต่างๆ โดยทั้งกระบวนการของ Growth Hacking จะต้องสามารถวัดผลได้และถูกตัดสินใจจาก Data ซึ่งจะแตกต่างจากการตลาดแบบเดิมที่อาจมีการใช้อารมณ์และความรู้สึกในการดำเนินการ

 

# Software Engineering & Automation

 

Growth Hacking เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดสอบสมมติฐานทางการตลาดต่างๆ ที่ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ด้วยวิธีการที่สามารถทำด้วยสื่อ Internet และ Social Media และเมื่อ Growth Hacker ได้พบวิธีที่จะขยายผลเพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ก็จะทำกระบวนการให้เป็นระบบเพื่อให้สามารถทำได้อัตโนมัติ

 

 

#3 Product Market Fit

บทบาทของ Product Manager ยุคใหม่

 

สิ่งที่แย่ที่สุดของการทำการตลาด คือ การเริ่มต้นด้วยสินค้าที่ไม่มีใครต้องการ หรือ ไม่มีใครจำเป็นต้องใช้มัน

 

และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ นักการตลาดจะต้องทำการตลาดสินค้านั้นเพื่อให้สามารถขายได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

 

ทางที่ดีที่สุดที่นักการตลาดยุคดิจิทัลควรจะทำ คือ การเริ่มทำการตลาดกับสินค้าที่ดีและเข้ากับตลาดเป้าหมาย ซึ่ง Growth Hackers จะเรียกวิธีนี้ว่า Product Market Fit (PMF)

 

วิธีที่จะได้มาซึ่ง Product Market Fit (PMF) นั้น สามารถทำได้โดยวิธีการทำ MVP หรือ Minimum Viable Product ด้วยการทดลอง เรียนรู้ และทำซ้ำเพื่อปรับปรุงให้มี Feedback ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้น ผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ มักจะเป็น Product Manager ผู้ที่รับผิดชอบในด้าน Product Management ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสินค้า จนมาถึง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และเป็นผู้ที่มีความเข้าในในเรื่องของ Design กระบวนการทดลอง (ในการทำ MVP) ตลอดจนมีความเข้าใจในด้าน Data Analysis และ Coding เพื่อที่จะได้ร่วมงานกับทีม Technical ได้เป็นอย่างดี

 

โดย Product Manager นี้เอง (ในองค์กรใหญ่อาจจะมีตำแหน่งว่า VP Product) จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การตลาดในยุคดิจิทัลประสบความสำเร็จ ด้วยแนวคิด PMF และยังมีส่วนช่วยทำให้การทำ Growth Hacking ของ Growth Marketer ที่กล่าวไปแล้วในเทรนด์ที่ #2 ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

#4 One Line Marketing

ไม่แบ่ง Online และ Offline

 

ข้อมูลจากสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย พบว่า สื่อที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ สื่อโทรทัศน์ (ดิจิทัลทีวี เคเบิ้ลทีวีและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) สื่อที่เติบโตลดลง ได้แก่ วิทยุลดลง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ส่วนสื่อที่เติบโตสวนกระแสขึ้นมาได้แก่ สื่อโรงภาพยนตร์ สื่อนอกบ้าน สื่อในการเดินทาง (Transit) สื่อในห้างสรรพสินค้า (In-store) และสื่ออินเตอร์เน็ต (ที่มา : https://www.thebangkokinsight.com/81998)

 

จะเห็นได้ว่า ไม่ได้มีแค่สื่อ Online ที่เป็นที่นิยมเท่านั้น แม้ว่าปีสองปีที่ผ่านมา ราคาสื่อ Online จะปรับราคาสูงขึ้น จนทำให้แบรนด์หันกลับมาทบทวนกลยุทธ์ในการใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพและ ROI ที่ยอมรับได้

 

ส่วนสื่อ Offline ก็มีอิทธพลและยังใช้ได้ผล (ถ้าใช้อย่างถูกต้อง) เช่นเดียวกัน

 

ปี 2019 นี้ จะไม่มีการใช้สื่อประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียวเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่จะเป็นการใช้สื่อและกลยุทธ์ทางการตลาดทั้ง Online และ Offline อย่างเหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การตลาดให้มากที่สุด และเป็นไปตามราคาหรืองบประมานที่มีในการเลือกใช้สื่อ Online และOffline ให้ ROI ที่ต้องการ

 

 

#5 Brand Creator

สร้าง Platform และ Content เป็นของตนเอง

 

ข้อมูลจาก DAAT (Digital Advertising Association Thailand) เมื่อกลางปี 2018 มีการคาดการณ์ว่าจะมูลค่าการใช้จ่ายในสื่อดิจิทัลจะเติบโตสูงถึง 14,973 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 21% เมื่อเทียบกับปี 2017

 

โดยแพตลฟอร์มที่เป็นที่นิยมได้แก่ Facebook, YouTube, Display, Search, LINE ซึ่งทั้งหมดนี้ คิดเป็นสัดส่วนรวมกันถึง 76%

 

ที่ผ่านมา หลายๆ แบรนด์ได้ประสบกับปัญหาที่ว่า ราคาของที่ใช้กับสื่อดิจิทัลมีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือ ไม่คุ้มกับ ROI 

 

จึงเป็นที่มาของการที่แบรนด์จะทบทวนกลยุทธ์ทางการตลาดของตนเอง โดยการพัฒนา Platform และ Content ขึ้นมาเป็นของตนเอง เพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่ใช่ของตนเอง 

 

ไม่ว่าจะเป็นการทำ Website Community, Mobile Application, E-Commerce Store, Live VDO ฯลฯ

 

 

#6 Data-Driven Marketing


Data-Driven Marketing คือกลยยุทธ์ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่ได้มาจากเครื่องมือได้เทคโนโลยีทางการตลาด (MarTech) ต่างๆ มาช่วยทำ Optimize ในการซื้อสื่อและการคิด Creative Message ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำการสื่อสารการตลาดแบบเดิม ที่จะทำให้นักการตลาดสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับ Who, When, Where, What Message ในการทำแคมเปญทางการตลาดแต่ละครั้งได้ และยังสามารถหวังผลที่ได้รับของแต่ละแคมเปญได้ดีกว่าเดิม ผลที่ตามมาก็คือสามารถวัด ROI ได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมอีกด้วย

 

การทำ Data-Driven Marketing จะช่วยทำให้การทำการตลาดและการขายสามารถทำได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือ Personalization ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถได้รับประสบการณ์เฉพาะแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น (โดยจะมีการกล่าวถึง Personalization ในหัวข้อถัดไปด้วย)

 

ประโยชน์ของการทำ Data-Driven Marketing

 

# ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการซื้อสื่อ ด้วยการทำ Advanced Programmatic System ที่จะช่วยให้กระบวนการวางแผนและซื้อสื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

# มีกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องแม่นยำ เมื่อสาสามารถ Optimize ในการซื้อสื่อและการคิด Creative Message ของกลุ่มเป้าหมายแต่ละคนได้แล้ว ก็จะทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องสำหรับแต่ละแคมเปญการตลาดได้

 

# ส่ง Message ได้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา เกี่ยวข้องและตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนมากยิ่งขึ้น

 

กล่าวโดยสรุปคือ การทำ Data-Driven Marketing ช่วยทำให้นักการตลาดสามารถทำ Personalized Marketing ได้ ด้วยการนำ Data + Media + Creative ในการทำการตลาดแต่ละครั้งเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การทำแคมเปญต่างๆ ได้ผลลัพธ์และวัดผลได้ดีกว่าเดิม

 

 

#7 Personalization

 

การมาถึงของการตลาดยุค 4.0 ที่ดิจิทัลเทคโนโลยี อาทิ Big Data ช่วยให้นักการตลาดสามารถออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาด การนำเสนอสินค้าบริการ (Product) การตั้งราคา (Price) เช่น การทำ Dynamic Pricing ให้กับลูกค้าแต่ละรายในแต่ละช่องทาง(Place) รวมไปถึงการทำโฆษณาแคมเปญการตลาด (Promotion) ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการตลาดแบบดั้งเดิม

 

ที่เห็นได้ชัดที่สุดนอกจากธุรกิจ E-Commerce เช่น Amazon.com ที่ทำเรื่อง Personalized ด้วย  Recommendation Engine ได้ดีแล้ว ธุรกิจมักจะประยุกต์ใช้กับการทำ CRM กล่าวคือ จากเดิมที่เรามักจะเห็นแบรนด์ต่างๆ แข่งกันทำ Privilege และ Loyalty โปรแกรม ธุรกิจเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการหันความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่ากับลูกค้าแต่ละราย ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าค้าให้มากขึ้นกว่าที่เคย ด้วยการทำ Real-time Engagement กับลูกค้าแต่ละรายทุกที่ทุกเวลาผ่านทาง Mobile ทั้งโมบายแอพลิเคชั่น และ Chatbot เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้ลูกค้าแต่ละรายแบบ Personalized แล้ววัดผลแบบ Real-time ที่ช่วยธุรกิจเติบโต ด้วยโมเดล Customer Lifetime Value (CLV) ซึ่งจะช่วยให้แบรดน์สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ได้ดียิ่งกว่า ตามแนวคิด CRM 3.0

 

CRM  หรือ การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า จากยุคแรก CRM 1.0 ที่เป็นการสื่อสารด้วยช่องทางเดียว ด้วย จดหมาย อีเมล์ หรือโทรศัพท์ ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีจึงทำให้ได้ข้อมูลลูกค้าที่จำกัดและมักเป็นการทำโปรโมชั่นแคมเปญแบบแบ่งกลุ่มเป้าหมาย Segmentation เป็นกลุ่มใหญ่ และไม่เกิด Personlization 

 

CRM 2.0 ที่การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าสามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้นผ่านทาง call center, เว็บไซต์, โมบายแอปพลิเคชั่นซึ่งข้อมูลของลูกค้าในแต่ละช่องทางได้มีการวมกันไว้เพื่อให้มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละครั้งเกิด Personalization มากยิ่งขึ้นการจากที่มีข้อมูลในอดีตของลูกค้าแต่ละราย

 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทั้ง Social, AI Chatbot, IoT ทำให้การปฏิสัมพันธ์แต่ละครั้งในแต่ละช่องทางทั้ง Online และ Offline กับลูกค้าแต่ละคน จำเป็นต้องให้การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-time เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าแบบ Personlized ตาม Customer Journey ที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำ CRM สมัยใหม่ที่เรียกว่า CRM 3.0

 

#8 Marketing Automation


Marketing Automation คือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การทำการตลาดสามารถทำได้อย่างอัตโนมัติ ตั้งแต่การส่งอีเมล์ การโพสต์และตอบคำถามในโซเชียล การพูดคุยกับลูกค้าผ่านแอปหรือเว็บไซต์ ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยลดภาระงานและกระบวนการคิด ช่วยให้คุณสามารถจัดการและบรรลุผลของการตลาดแต่ละครั้งได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที 

 

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อคุณป้อนชุดคำสั่งลงไปเพื่อให้ระบบทำงานให้ได้ตามต้องการแล้ว เครื่องมือเหล่านี้ยังสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเอง ทำให้เครื่องมือนี้นับวันจะทำงานดีขึ้นและฉลาดขึ้นอีกด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรา Search จาก Google ด้วย Keyword ซักคำหนึ่ง แล้วทำการคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ E-commerce เจ้าหนึ่ง เว็บไซต์นั้นก็จะแสดงสินค้าหรือโปรโมชั่นที่ Relate กับ Keyword ที่เรา Search นั้น ต่อมามี Chat ในเว็บไซต์เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ เพื่อให้โปรโมชั่นแล้วเราก็กรอกอีเมล์ของรับโปรโมชั่นนั้น และแม้ว่าเราจะได้ไม่ได้คลิกอะไรเลยก็ตาม โดยเมื่อเราออกจากเว็บไซต์แล้ว ก็จะมีโฆษณาสินค้าและบริการต่างๆ ของE-commerch เจ้าเดิม ในหน้าเว็บไซต์อื่นๆ หรือที่ Google Search หรือที่ Facebook แล้วก็ยังมี Email ที่ส่ง Promotion มาให้อีกด้วย

 

ประโยชน์ของการทำ Marketing Automation

 

1. ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพด้านทีมงาน : Marketing Automation ช่วยประหยัดเวลาของคนทำงาน ที่หนึ่งคนก็สามารถดูแลแคมเปญได้หลายๆ ตัวในเวลาเดียวกัน ลดเวลา ลดกระบวนการทำงาน ทีมงานแต่ละคนก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2. เพิ่มรายได้อย่างอัตโนมัติ : ด้วยความสามารถของโปรแกรมในการขายแบบ cross-sells, up-sells และ การทำ follup-ups กับลูกค้าตลอดทุกช่วงของ Customer Journey ทำให้นักการตลาดสามารถบริหารและเพิ่ม Customer Lifetime Value ได้ จึงมีส่วนช่วยทำให้สามารถวัดผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Scalability & Personalised : การดำเนินการแต่ละกิจกรรมของการตลาดสามารถทำซ้ำและขยายผลได้ด้วยความสามารถของระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนในแต่ละ touchpoint การทำ CRM การบริหารการจัดการการสื่อสารการตลาดในแต่ละช่องทาง ในแบบถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา และตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้

 

 

#9 New Context Marketing

 

ปี 2019 ตลาด Mobile App ยังคงเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของบริษัทวิจัยต่างๆ พบว่า จำนวนผู้ใช้และรายได้จาก Mobile App ยังโตอย่างมากและต่อเนื่อง ผู้คนยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตผ่านสมาร์ตโฟน และ Mobile Device กันทั้งสำหรับชีวิตประจำวันและการทำงาน  นับวันจะยิ่งมากขึ้นๆ ความต้องการในการใช้งานต่างๆผ่าน Mobile App ก็ยิ่งมากขึ้น แต่ทว่าการมุ่งสร้าง Mobile App เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่

 

# Machine Learning, Artificial Intelligence (AI), Chatbot

คงจะปฎิเสธได้ยากว่าทุกวันนี้ Machine Learning และ AI มีบทบาทต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง ฯลฯ การพูดคุยกับ Google Assistant, Siri และ Alexa ซึ่งเป็นผู้ช่วยเสมือนจริง (Virtual Assistant) ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป แต่เป็นการทำให้ชีวิตของเราง่ายมากขึ้นจนหลายครั้งเราลืมใช้ความคิดของเราเองไปเลย เพราะ เครื่องมือเหล่านี้เก็บ Data และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเราเป็นอย่างดี โดยอีกบริการหนึ่งที่เราจะเห็นการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ก็คือ Chatbot ที่จะเชื่อมต่อกับการใช้งานกับ Mobile App ไม่ว่าจะผ่านทาง M ใน Facebook Messenger, LINE Bot, Google Assistant, Siri ของ Apple

 

# VR และ AR

ในปีที่ผ่านมา เราได้เห็น VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ในการใช้งานของผู้บริโภค เช่นเกม Pokemon GO ที่ได้รับความนิยมอย่างมา จะมีอิทธิพลในการสร้างสรรค์พัฒนา Mobile App เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยในปี 2019 นี้ คาดว่า จะมีการนำ VR และ AR มาใช้ในธุรกิจและการตลาดมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่และตอบสนองความต้องการการใช้งานของแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น

 

# Voice 

50% ของการ Search จะเป็นการ Search ในรูปแบบ Voice ในปี 2020 โดย Smart Speaker กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมาก ทั้ง Amazon Echo, Google Home, Apple HomePod, Facebook Portal, Microsoft Cortana, LINE Clova ฯลฯ

 

ปัจจัยต่างๆ ทั้ง Chatbot, VR/AR และ Voice จะมีส่วนทำให้รูปแบบและ Context ในการทำการตลาดและประสบการณ์ที่จะส่งมอบให้ลูกค้าจะเปลี่ยนไปจากปีที่ผ่านมา