thanapongphan.com

สรุป 10 เทรนด์ดิจิทัลที่ต้องรู้ ปี 2019 คุณเลือกได้ว่า จะเป็นผู้ถูก Disrupt หรือ Transform เพื่อสร้างโอกาสครั้งใหม่

 Share

 

สรุป 10 เทรนด์ดิจิทัลที่ต้องรู้ ปี 2019 สำหรับผู้บริหาร นักการตลาด และเจ้าของกิจการ

คุณเลือกได้ว่า จะเป็นผู้ถูก Disrupt หรือ Transform เพื่อสร้างโอกาสครั้งใหม่

 

 

Trend #1 “ Disruption is the new normal ”

 

ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมจะถูก Disrupt อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับวงการการเงินธนาคาร มีเดีย และรีเทล มาแล้ว

 

ดิจิทัลเข้ามา Disrupt อุตสาหกรรมการเงินธนาคาร มีเดีย และรีเทล เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจยักษ์ใหญ่ยังต้องปรับตัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการมาถึงของคำว่า FinTech (Financial Technology), MarTech (Marketing Technology), RetailTech (Retail Technology)

 

คู่แข่งของธุรกิจ ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางตรงเท่านั้น!

 

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจธนาคาร

 

Startup, Tech Giant หรือแม้แต่คู่แข่งจากอุตสาหกรรมอื่น ก็สามารถเป็นคู่แข่งกับธนาคารได้เช่นกัน ซึ่งทั้ง 3 ผู้เล่นนี้ ถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ (Disruptive Challenger) ที่มาแข่งกับ ผู้ที่อยู่ในธุรกิจมาก่อน (Incumbent) ในฐานะที่เป็น Surviving Disruption

 

แต่ละธนาคารไม่ได้มองว่าธนาคารคู่แข่งเป็นคู่แข่งเท่านั้น กล่าวคือ

 

Grab เป็น Startup ที่มีบริการสำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถโดยสาร มอเตอร์ไซต์ หรือแม้แต่เดลิเวอรี่ ผ่านทางแพลตฟอร์มโมบาทแอปพลิเคชั่น Grab ยังได้เสนอบริการทางการชำระเงินที่เรียกว่า GrabPay โดยได้เริ่มมีบริการ Grab Financial สำหรับผู้ใช้บริการที่มีเงินในบัญชี GrabPay ใน e-wallet ของ Grab สามารถรับดอกเบี้ยได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ (ที่เป็นเจ้าของผู้ขับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์กับ Grab) ก็สามารถกู้ยืมเงินกับ Grab ได้เช่นกัน

 

Facebook, Alibaba เจ้าของ Lazada และ AliPay, Amazon ต่างเป็น Tech Giant แต่ก็มีบริการรับชำระเงิน รวมไปถึงการบริการทางการเงิน e-wallet การรับฝากเงิน การกู้ยืมเงิน หรือแม้แต่ประกัน ที่สามารถมาเป็นคู่แข่งกับธนาคาร หรือเป็นทางเลือกอื่นให้ผู้บริโภคได้

 

หลายธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร ต่างก็ให้บริการทางการเงินได้เช่นเดียวกับธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ E-Commerce, สายการบิน, ประกัน, Hearhcare, โลจิสติกส์ ฯลฯ

 

Disruption ไม่ได้แปลว่าการสร้างความปั่นป่วนเท่านั้น

 

นัยยะ ของคำว่า Disruption สำหรับธุรกิจอาจหมายถึง การที่ธุรกิจจะถูกทำให้เจ๊ง ถูกลดบทบาทและความสำคัญต่อลูกค้า หรือแม้แต่ถูกแย่งเงินจากลูกค้าเดิม จากคู่แข่ง/ผู้เล่นหน้าใหม่ ที่ไม่ใช่คู่แข่งในรูปแบบดั้งเดิม (traditional competitors)

 

ในทางกลับกัน Incumbent ก็สามารถตอบโต้กลับ Disruptive Challenger ได้เช่นกัน

 

เราจะเห็นได้ว่า ในช่วงปีนี้ หลายธนาคารได้ใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อความอยู่รอดและสร้างการเติบโตครั้งใหม่ อาทิเช่น การตั้ง Startup Fund หรือ Corporate Venture Capital เพื่อลงทุนใน Startup, การเป็นพันธมิตรกับ Tech Giants/คู่แข่งจากอุตสาหกรรมอื่น, การทำธุรกิจใหม่ที่มีสินค้าหรือบริการในแบบที่ธนาคารไม่เคยทำมาก่อน เช่น E-Marketplace เป็นต้น

 

ทุกอุตสาหกรรมต่อจากนี้ จะตามมาด้วยครับว่า Tech

 

ช่วงปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินกับคำว่า FinTech (Financial Technology), MarTech (Marketing Technology), RetailTech (Retail Technology)

 

แต่ปี 2561 นี้ เราจะเห็นหลายธุรกิจถูก Disrupt หรือเป็นผู้ Disrupt โดยนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AutoTech, Construction Tech, EdTech (Education Technology), FoodTech, HealthTech, HR Tech, Logistics and Supply Chain Tech, Real Estate Tech, Sales Tech, TravelTech, Wellness Tech ฯลฯ

 

 

Trend #2 “ เตรียมความพร้อมในยุคปฏิวัตอุตสาหกรรมที่ 4 ”

 

ดิจิทัลเทคโนโลยีในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 4 หรือ Industry 4.0

 

ไม่ใช่เทคโนโลยี Web 1.0 และ e-commerce ที่เทคโนโลยีมีขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1970 ก่อนที่จะใช้กันแพร่หลายในปี 2000 ในยุคดอทคอมบูม

 

ไม่ใช่เทคโนโลยี Web 2.0, cloud, mobile ที่เทคโนโลยีมีขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1980 ก่อนที่จะใช้กันแพร่หลายในปี 2010 ในยุคของ Social และ สมาร์ตโฟน

 

และไม่ใช่เทคโนโลยี Big Data, Analitics, Visualization ที่เทคโนโลยีมีขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1990 ก่อนที่จะใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

 

มาทำความรู้จักกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 4

 

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 1 เป็นการเปลี่ยนจากแรงงานคนและสัตว์ เป็น พลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ

 

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 2 เปลี่ยนจากพลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ เป็นการใช้ไฟฟ้าและการผลิตแบบสายพาน

 

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 3 คือ ปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้อย่างแพร่หลาย มีการติดต่อสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลกันทั่วโลก

 

โดยในการเปลี่ยนผ่านของแต่ละยุค จะเห็นได้ว่า มีอุตสาหกรรม ธุรกิจ และอาชีพ ที่ต้องสูญหายไป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของอุตสาหกรรม ธุรกิจ และอาชีพ ใหม่ๆเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ตามแนวคิดของ Disruptive Innovation

 

ดิจิทัลเทคโนโลยี กับ ยุคปฏิวัติอุตสาหรรมที่ 4

 

อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่าดิจิทัลเทคโนโลยีในยุคปฏิวัติอุตสาหรรมที่ 4 ไม่ได้เทคโนโลยี Web, e-commerce, cloud, mobile และ Big Data แต่เป็นดิจิทัลเทคโนโลยีที่ผสมผสานและต่อยอดหลายๆอย่างจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 3 อาทิเช่น 3D Priniting, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI & Robotics, Blockchain), Drone, IoT (Internet of Things), Precision Medicine, Sensors, VR & AR (Virtual Reality & Augmented Realtity)

 

ยุคปฏิวัติอุตสาหรรมที่ 4 กับ Digital Transformation

 

ความมุ่งหวังของการนำดิจิทัลเทคโนโลยีในธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตครั้งใหม่ หรือ New S-Curve ด้วยการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ควบคู่ไปกับการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ นั่นคือความหมายของการทำ Digital Transfomration หรือ Transform เป็น Digital Business

 

ซึ่งการจะสร้างการเติบโตครั้งใหม่นั้น ดิจิทัลเทคโนโลยีในยุคปฏิวัติอุตสาหรรมที่ 4 เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จได้

 

ดังนั้น การมาถึงของยุคปฏิวัติอุตสาหรรมที่ 4 สิ่งสำคัญคือองค์กรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

 

 

Trend #3 “ สู่ยุค 5G และ IoT ”

 

5G จะยิ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่ายุค 4G ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

จากความสามารถของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่สามารถ

     1G : คุยกันด้วยเสียง ขับเคลื่อนด้วยระบบ Analog

     2G : จากคลื่นเสียงแบบ Analog มาเป็น Digital และสามารถส่งข้อความได้

     3G : ออนไลน์ตลอดเวลา รองรับการใช้งานด้านมัลติมีเดีย รองรับกับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน

     4G : ดูไฟล์วิดีโอออนไลน์แบบ HD, Video Call, Mobile Teleconferencing ด้วยความเร็ว 100 Mpbs

     5G : การสื่อสารที่อุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things - IoT) 

 

5G มีอะไรดี

 

5G (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือรุ่นหรือระบบไร้สายรุ่นที่ 5) มีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 20 กิกะบิตต่อวินาที หรือมีประสิทธิภาพสูงซึ่งเร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า

 

ไม่ใช่ แค่ HD แต่เป็น 4K ที่สามารถดูวิดีโอสตรีมมิ่งได้ และยังสามารถโหลดข้อมูลต่างๆ เช่น จาก 5 นาที ก็เหลือเพียง 5 วินาที

 

5G ยังรองรับการเชื่อมต่อจากทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things - IoT) หรือรองรับการเชื่อต่ออุปกรณ์ต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตป็นจำนวนมาก โดยใช้พลังงานในการเชื่อมต่อน้อยลงถึง 90% และอุปกรณ์ IoT จะใช้พลังงานต่ำกว่าเดิมมาก (ยืดอายุของแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ได้ถึง 10 ปี) ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และในภาคธุรกิจก็จะสามารถเชื่อมต่อได้อินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องผ่าน WiFi

 

การเชื่อมต่อที่รวดเร็วแบบ real-time และเสถียร ทำให้รองรับการใช้งานต่างๆ ในอนาคตได้ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, การแพทย์ที่ผ่าตัดจากที่อื่นหรือด้วย Robot, การขนส่งด้วย Drone/หุ่นยนต์, การนำ VR และ AR รวมถึง 3D printing มาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์ การศึกษา ค้าปลีก มีเดียและโฆษณา ฯลฯ

 

ปีนี้เราได้เห็นการเตรียมพร้อมของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ต่างพัฒนาให้รองรับการใช้งาน 5G กันแล้ว ซึ่งในปี 2562 เราจะได้เห็นหลายธุรกิจต่างทดสอบและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับ 5G ที่คาดว่าจะครอบคุลมทั่วโลกภายในปี 2563

 

 

Trend #4 “ Mobile App ยังโต แต่แค่แอปไม่พอ

 

ปี 2019 ตลาด Mobile App ยังคงเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จากข้อมูลของบริษัทวิจัยต่างๆ พบว่า จำนวนผู้ใช้และรายได้จาก Mobile App ยังโตอย่างมากและต่อเนื่อง ผู้คนยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตผ่านสมาร์ตโฟน และ Mobile Device กันทั้งสำหรับชีวิตประจำวันและการทำงาน  นับวันจะยิ่งมากขึ้นๆ ความต้องการในการใช้งานต่างๆผ่าน Mobile App ก็ยิ่งมากขึ้น แต่ทว่าการมุ่งสร้าง Mobile App เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่

 

Trend ของการพัฒนา Mobile App ในปี 2019 จะถูก Focus ไปในทิศทางเหล่านี้

 

#1 ชีวิตติดสปีดยิ่งกว่ากับ 5G  

ความเร็วแบบ 4G คงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เมื่อ 5G สามารถทำให้คุณดาวน์โหลด App ต่างๆในไม่กี่วินาที ซึ่งเร็วกว่าการใช้ 4G หลายสิบเท่าตัว ดังนั้นการพัฒนา features ต่างๆใน Mobile App ผู้พัฒนาจำเป็นที่จะต้องแนใจว่าทุกอย่างทำงานอย่างราบรื่นไร้ที่ติ เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ยอดเยี่ยมที่สุด

 

#2 Machine Learning, Artificial Intelligence (AI), Chatbot

คงจะปฎิเสธได้ยากว่าทุกวันนี้ Machine Learning และ AI มีบทบาทต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง ฯลฯ การพูดคุยกับ Siri และ Alexa ซึ่งเป็นผู้ช่วยเสมือนจริง (Virtual Assistant) ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป แต่เป็นการทำให้ชีวิตของเราง่ายมากขึ้นจนหลายครั้งเราลืมใช้ความคิดของเราเองไปเลย เพราะ เครื่องมือเหล่านี้เก็บ Data และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเราเป็นอย่างดี บางท่านเลิกคิดเส้นทางการขับรถไป-กลับบ้านเองไปแล้ว เพราะ AI และ Google Maps ช่วยคิดแทนเราเสร็จสรรพ แม้บางครั้งมันจะพาเราหลงทางไปบ้าง แต่ก็ถือว่าชีวิตดีขึ้นเยอะ

 

โดยอีกบริการหนึ่งที่เราจะเห็นการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ก็คือ Chatbot ที่จะเชื่อมต่อกับการใช้งานกับ Mobile App ไม่ว่าจะผ่านทาง M ใน Facebook Messenger, LINE Bot, Google Assistant, Siri ของ Apple

 

#3 Wearable Devices & Internet of Things (IoT)

เพื่อรองรับการใช้งานอย่างคล่องตัวผ่านอุปกรณ์ที่สามารถสวมใส่ได้ (Wearable Device) Mobile App จำเป็นที่จะต้องถูกพัฒนาให้รองรับกับอุปกรณ์ดังกล่าวให้ตรงใจผู้ใช้งานที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Smart Watch รองเท้า เสื้อผ้า หรือแม้แต่ Smart Glasses

 

อุปกรณ์ต่างๆจะถูกเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายและคล่องตัวมากขึ้น ทั้งในส่วนของการภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ รวมไปถึงการไปห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล หรือที่ต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้านด้วยแนวคิด Smart Home หรือในรถยนต์ ที่จะถูกเชื่อมโยงผ่าน App ใน Mobile Device ของเรา การวนหาที่จอดรถในห้างจะไม่ใช่เรื่องชวนหงุดหงิดใจอีกต่อไป เพราะคุณจะสามารถทราบได้ทันทีว่าห้างนั้นยังมีที่ว่างเพียงพอให้กับรถของคุณหรือไม่ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะถึงซะอีก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตแบบ positive มากขึ้น

 

#4 VR และ AR

ในปีที่ผ่านมา เราได้เห็น VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ในการใช้งานของผู้บริโภค เช่นเกม Pokemon GO ที่ได้รับความนิยมอย่างมา จะมีอิทธิพลในการสร้างสรรค์พัฒนา Mobile App เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

โดยในปี 2019 นี้ คาดว่า จะมีการนำ VR และ AR มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ

 

สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะทำให้หลายธุรกิจหันมาลงทุนและใช้บริการ cloud computing กันมากขึ้น เพื่อให้การเชื่อมต่อกับบริการต่างๆ ของผู้ใช้งานเป็นไปได้อย่างไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินเองทั้งหมด เช่น การให้มีบริการรับชำระเงิน Payment Gateway หรือการเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อนำมาใช้ในเรื่อง Big Data และการปรับปรุง UX (User Experience) และ UI (User Interface) เป็นต้น

 

ทั้งหมดจะเริ่มมีมาให้พวกเราได้เห็น ได้ลองใช้งานมากขึ้นในปี 2019 นี้แน่นอน

 

 

Trend #5 Crypto ไม่ตาย ส่วน Blockchain โกแมส

 

เข้าใจก่อนว่า Bitcoin, ICO และ STO

 

Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency สกุลหนึ่ง ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2561)

 

แม้ว่าราคาของ Bitcoin ในปี 2018 นี้ จะลดลงจากปี 2017 มา แต่ราคาของ Bitcoin ช่วงสิ้นปี 2018 นี้ ก็ยังมีราคาใกล้เคียงช่วงตุลาคมของปี 2017 ก่อนที่ราคาของ Bitcoin จะขึ้นสูงสุดในปลายปี 2017 ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในปี 2019 ที่จะถึงนี้ ราคาของ Bitcoin อาจจะกลับขึ้นไปหรือมีราคาสูงกว่าที่เคยทำได้ก็เป็นได้

 

ICO (Initial Coin Offering คือ การระดมทุนในรูปแบบหนึ่ง ด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัลในระยะเริ่มต้นของธุรกิจ โปรเจคโครงการ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ เพื่อเสนอขายกับนักลงทุนที่สนใจ ที่มักเป็น Token แบบ Utlity สำหรับค่าใช้จ่ายเท่านั้น ผู้ลงทุนไม่ได้มีความเป็นเจ้าของในธุรกิจแต่อย่างใด

 

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา การระดมทุน ICO เป็นอย่างมาก ผลักดันให้ตลาด Crypto เติบโตสูงขึ้น ข้อมูลจาก CoinDesk เมื่อ 28 ธันวาคม 2561 พบว่า มีการระดมด้วย ICO แล้วมากกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเกี่ยวกับกฎหมาย เพื่อป้องกันการต้มตุ๋นหลอกลวงเกิดขึ้นจึงทำให้การระดมทุนด้วยวิธีนี้ทำได้ยากขึ้นมาก และมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นอีกด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ การระดมทุนในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Security Token Offereings (STO) ซึ่งคล้ายกับการระดมทุนแบบ IPO ที่ต้องมีการตรวจสอบด้านกฎหมาย และผู้ที่ระดมทุนจะได้หลักทรัพย์ที่มีสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งผลประกอบการของธุรกิจด้วย

 

ซึ่งการระดมทุนกบบ STO นี้ คาดว่าจะทำให้ตลาด Crypto กลับมาได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมอีกครั้ง

 

Stablecoin และ สถาบันการเงิน

 

Stablecoin คือเหรียญดิจิทัลที่มีสินทรัพย์บางอย่างค้ำประกัน เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งจะทำให้ราคาไม่ผันผวนเหมือนกับเหรียญ Cypto ทั่วไป และยังคงประโยชน์ของ Crypto ไว้เหมือนเดิม

 

โดยหลายธุรกิจเริ่มหันมาเริ่มใช้ Crypto ในรูปแบบ Stablecoin ในธุรกิจ เช่น การชำระเงินหรือโอนเงินระหว่างประเทศ สำหรับ e-commerce ซึ่งจะช่วยให้มีค่าใช้จ่ายถูกลงไปมากและรวดเร็วกว่าระบบแบบดั้งเดิม

 

หลายสถาบันการเงินทั่วโลกต่างเริ่มเข้ามาในตลาด Crypto ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเทรด Crypto

 

STO, Stablecoin และ สถาบันการเงินที่เข้ามรในตลาด Crypto ที่มีเบื้องหลังคือเทคโนโลยี Blockchain ต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาด Crypto จะมีอนาคตและเติบโตมากขึ้นในปี 2562

 

กล่าวกันว่า Blockchain เปลี่ยนโลก แล้ว Blockchain คืออะไร

 

ว่ากันว่าอินเทอร์เน็ต มาถึงยุค Web 3.0 แล้ว

     # Web 1.0 เกิดขึ้นช่วงปี 1970 เป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต

     # Web 2.0 เกิดขึ้นช่วงปี 1980 เป็นยุคเริ่มต้นของ Social, Mobile, Cloud

     # Web 3.0 คือมาตรฐานเว็บใหม่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยสร้างการเปลี่ยนแปลให้กับโลกนี้มา 20 ปีมาอีก

 

Blockchain คือ เทคโนโลยีที่มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากรูปแบบระบบรวมศูนย์ หรือ Centralization ที่มีศูนย์กลางในการควบคุมส่วนต่างๆ ของระบบ ไม่ว่าจะเป็น ความไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นธรรม ความไม่ถูกต้อง ความไม่โปร่งใส ความไม่สามารถตรวจสอบได้ ความไม่เป็นส่วนตัว ความไม่ปลอดภัยจากการจารกรรมข้อมูล รวมไปถึง ต้นทุนที่สูงในการบริหารจัดการ

 

Blockchain ช่วยทำให้ทุกหน่วยในเครือข่ายมีการเชื่อมต่อแบบกระจายศูนย์ (Decentralization) แต่ละหน่วยจะมีข้อมูลเหมือนกัน ทำให้ทุกกิจกรรม หรือ Transaction ที่เกิดขึ้นในระบบจะถูกประมวลผลและถูกตรวจสอบเพื่อความถูกต้องตลอดเวลา โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้

 

Blockchain ได้รับความนิยมเนื่องจากมีความเสถียรและมั่นคงสูง

 

ที่สำคัญคือลดบทบาทหรือกำจัดคนกลางออกไป

 

หลายองค์กรเริ่มนำ Blockchain มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนจากการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมทางการเงิน การชำระเงิน การโอนเงินระหว่างประเทศ การทำสัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยน การขนส่ง การแพทย์ ฯลฯ

 

ธุรกิจทั่วโลกหันมาลงทุนใน Blockchain

 

นอกจากการประยุกต์ใช้ Blockchain ใน Real Sector แล้ว ธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งธุรกิจแบบดั้งเดิม ทั้งการเงินการธนาคาร ค้าปลีก โลจิสติกส์ Tech Giant เช่น Facebook, Alibaba, IBM, Amazon และ VC กับ Startup ต่างเข้ามาและมีเม็ดเงินในการลงทุนในธุรกิจ Blockchain อย่างมาก

 

Reverse ICO

 

“รีเวิร์สไอซีโอ” คือการระดมทุนแบบ ICO โดยบริษัทที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว มีแผนที่จะนำ Blockchain มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ และต้องการลงทุนในธุรกิจใหม่ต่อยอดให้กับธุรกิจเดิม

 

ทั้งการประยุกต์ใช้ Blockchain ใน Real Sector และ Reverse ICO ทำให้ปี 2562 นี้ Blockchain จะได้รับความนิยมและใช้การอย่างแพร่หลาย หรือ “โกแมส” นั่นเอง

 

 

Trend #6 ขับเคลื่อนองค์กรด้วย Data และ Automation

 

Data, Big Data, Data Analytics

 

ช่วงปีที่ผ่านมา หลายองค์กรได้นำ Data เพื่อทำโปรเจคเกี่ยวกับ Big Data และ Data Analytics มาใช้ในองค์กรบ้างแล้ว แต่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร มาจากการที่องค์กรยังไม่สามารถสร้างทัศนคติและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้มีกลยุทธ์ในด้านการใช้ข้อมูลที่ชัดเจน หรือเป็นองค์กรที่เรียกว่า Data Driven Organization

 

Data Driven Organization องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Data

 

คือองค์กรที่มีการตัดสินใจว่าจะนำข้อมูลอะไร มาทำอะไร ใช้ข้อมูลตอนไหน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างสูงที่สุด

 

มีการจัดการองค์กรที่ทำให้หน่วยงานแชร์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ร่วมกันองค์กร

 

องค์กรมีการสนับสนุนในการสนับสนุนให้ใช้ data analytics ทุกระดับ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ขับเคลื่อนองค์กรด้วย Data อย่างไร ถึงจะสำเร็จ

 

เริ่มจากการที่องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ก่อนแล้วค่อยหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองสอดคล้องวัตถุประสงค์นั้น

 

องค์กรยังต้องมีหน้าที่สนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรม กระบวนการ สภาพแวดล้อม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานทุกระดับ รวมถึงมีข้อกำหนดในการดูแลรักษาข้อมูลที่ชัดเจน โดยแต่ละหนวยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

 

ที่สำคัญคือ ต้องมีการกำหนดรูปแบบการตัดสินใจด้วยข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งมีการกำหนดมีตัวชี้วัดในการใช้ข้อมูลทั้งข้อมูลจากภายในและภายนอกองค์กร

 

Big Data Analytics และ Machine Learning

 

หลายองค์กรชั้นนำเริ่มที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วย Data ด้วยการตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลได้ Data Analytics. โดยเฉพาะ ที่ได้รับการดำเนินการทั้งจากบุคลากรในองค์กร และภายนอกองค์กร ได้แก่พันธมิตรและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความร่วมมือและเป็นศูนย์รวมของ Data Engineers, Data Analysts, และ Data Scientists

 

ระบบ BI (Business Intelligence) แบบดั้งเดิมก็ถูกแทนที่ด้วยระบบ Big Data Analytics และ Machine Learning เพื่อสนับการดำเนินงานของธุรกิจทุกภาคส่วน ตั้งแต่การทำ prediction, upselling และ cross-selling อันนำมาซึ่งการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

 

แค่ Data ไม่พอ และ ไม่ทันต่อการตัดสินใจ

 

เมื่อองค์กรได้ทำ Big Data มาใช้ ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้น คือ ความล่าช้าและความรวดเร็วในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที และหลายครั้งจำเป็นต้องตัดสินใจแบบ real-time

 

หลายองค์กรจึงได้ริเริ่มในการทำ Machine Learning จนกระทั่งระบบสามารถเรียนรู้ คาดการณ์ และแนะนำในเพื่อช่วยในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทันที ด้วยการพัฒนาปัญญประดิษฐ์ หรือ AI

 

AI และ Automation

 

ความท้าท้ายในการทำ Data คือการสร้างความสามารถในด้าน AI เพื่อให้ระบบมีความอัจฉริยะและตอบสนองได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI ให้กับกระบวนการทำงาน  (Process Automation) การตลาด (Marketing Automation) หรือแม้แต่งานเอกสารต่างๆ ทั้งในรูปแบบของ Application หรือ เทคโนโลยี Chatbot

 

Data + Automation

 

เมื่อองค์กรสามารถขับเคลื่อนด้วย Data แบบ Automation แล้ว ก็จะช่วยให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจในยุคดิจิทัล ที่มีความสลับซับซ้อน สับสน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

 

Trend #7  “สร้าง Platform สำหรับ Digital Transformation”

 

Platform + Ecosystem ตัวชี้วัดในการแข่งขัน

 

หลายปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงการทำธุรกิจแบบ Platform หรือ Platform Business ว่าเป็น New Rule of Strategy และเป็นคำตอบว่าทำไมการทำธุรกิจในรูปแบบของ Platform จึงประสบความสำเร็จกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ดังเช่น Google, Facebook, Amazon, Airbnb, Alibaba ฯลฯ ทำมาแล้ว และแต่ละรายต่างขยายขอบเขตของธุรกิจด้วยการสร้าง Ecosystem ของตนเองเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับในไทยก็มีการขยายขอบเขตก้าวข้ามการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม เพื่อต่อยอดความสำเร็จหรือเปลี่ยนธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันเติบโตต่อไปได้ โดยไม่ได้ยึดติดว่าจะเป็นธุรกิจที่เคยทำมาแล้วอยู่ก่อนหรือไม่

 

สร้าง Platform สำหรับ Digital Transformation

 

หลายองค์กรได้มีการกำรหนดกลยุทธ์ด้านดิจิทัลและการทำ Digital Transformation ซึ่งหลังจากที่ได้ริเริ่มดิจิทัลโครงการต่างๆ แล้วล้วนแต่หันมาพัฒนาและกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้าง Platform สำหรับ Digital Transformation เพื่อสนับสนุนและเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคดิจิทัล

 

ไม่ว่าจะเป็น Platform สำหรับ Big Data, Marketing Automation, Blockchain โดยมีการเปิดระบบ (Open API) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลและบริการจากภายนอก (3rd parties) ไปสู่ธุรกิจ/บริการ อื่นทั้งใน value chain และข้ามอุตสาหรรมในรูปแบบ Ecosystem

 

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างธุรกิจดิจิทัล ทั้งในส่วนของ Digital Startegy & Transformation, Digital Operations สอดคล้องกับการปฏิบัติงานทั้งองค์กร และ Digital Customer Experience ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า

 

Cloud 2.0

 

การที่จะได้เห็นได้ว่าการที่ Platform และ Ecosystem ในรูปแบบข้างต้น รูปแบบ Cloud Computing จะเข้าสู่ยุค 2.0 ที่องค์กรจะออกแบบการใช้งาน Cloud เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะเจาะจงขององค์กรมากขึ้น จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่ใช้งานผ่าน Cloud ทั้งในรูปแบบ Public,  Private และ Hybrid Cloud

 

 

Trend #8 “เรียนรู้จากการผิดพลาดในอดีต

 

ทำอย่างไรที่จะไม่ผิดพลาด เพื่อให้การทำ Digital Transformation ประสบความสำเร็จ

 

คงจะเป็นเรื่องยากหากจะบอกว่าเราไม่เคยทำอะไรผิดพลาดมาก่อน การยอมรับและเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ เพื่อก้าวไปสู่การกระทำครั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

 

หากย้อนมองหลากหลายองค์กรยักษ์ใหญ่ก่อนหน้านี้ บางองค์กรในวันนี้อาจถูกลืมเลือน หรือหายออกไปจากตลาดเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นการเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจคงจะไม่สามารถการันตี ความอยู่รอดขององค์กรในยุคดิจิทัลได้อีกต่อไป

 

แล้วเค้าพลาดกันตรงไหนล่ะ ?

 

โลกดิจิทัลที่แปลกใหม่นำมาซึ่งความตื่นเต้นและท้าทายพร้อมๆกัน แต่สิ่งที่หลายองค์กรที่มี ความว่องไวในการพุ่งเข้าสู่โลกดิจิทัลมักจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน หรือไม่ประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation มีคล้ายๆกันนั้นก็คือ

 

ความผิดพลาดที่ 1 : การมุ่งสร้างกองกำลังอิสระที่ปกครองตนเองและไม่ขึ้นตรงกับใคร

 

ไม่ว่าจะเรียกว่า Startup Team, Transformation Team,  Digital Team หรือ Talent

 

ฟังเหมือนดูดีครับ แต่กองกำลังเหล่านี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คน ในองค์กรมากซักเท่าไหร่ ความเป็นอภิสิทธิ์ชนของกองกำลังพิเศษนี้ได้ก่อร่างสร้างปัญหา ความขัดแย้งในองค์กรทีละเล็กละน้อย จนสุดท้ายการรวมตัวกันเป็นกองกำลังก็พังทลายไปในที่สุด

 

ความผิดพลาดที่ 2 : การมุ่งทำการทดลอง Digital Project ใหม่ๆ อย่างเมามัน

 

ที่จริงแล้วการมุ่งทดลองทำสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาเป็นหัวใจที่สำคัญมากๆของการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จ เพียงแต่ว่าหลายองค์กรมักจะลองทำอย่างสะเปะสะเปะ ไร้ทิศทาง จนไม่สามารถ Focus ในจุดยืนที่เป็นจุดเด่นที่จะช่วยกันเสริมสร้างความ แข็งแกร่งขององค์กรตนเองได้

 

ดังนั้นไม่ว่าไอเดียจะบรรเจิดแค่ไหน แต่หากขาดการวางแผนที่ดี ที่มีความสอดคล้องกับองค์กรหลัก สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับความเฟ้อฝัน และแถมยังเป็น ความเฟ้อฝันที่สิ้นเปลืองและสูญเสียโอกาสมากอีกด้วย

 

ความผิดพลาดที่ 3 : การทุ่มใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อหวังว่าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ท่านคงเห็นหลายองค์กรใช้เครื่องไม้เครื่องมือ หรือระบบปฎิบัติการต่างๆมาช่วยให้การทำงาน มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น แต่ทว่าเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องถูกพัฒนาและ ผนวกเข้ากับกระบวนการทำงานต่างๆขององค์กรอย่างไหลลื่นอีกด้วย มิฉะนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ก็คงจะไม่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพใดๆในกับธุรกิจเลย

 

สิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้นคือคุณต้อง ...

 

     # ไม่เพียงแค่สร้างกองกำลังอิสระขึ้นมาเพื่อให้เค้า ทดลองทำสิ่งต่างๆอย่างโดดเดี่ยว

     # แต่คุณต้องมุ่งสร้าง Digital Strategy และ Digital Roadmap ที่สอดคล้องและช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับแผนกลยุทธ์หลักของธุรกิจคุณในภาพรวมทั้งหมด

     # ตลอดจนการหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่ไม่ใช่แค่ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นการช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจมากมาย แต่ต้องใช้ดิจิทัลเทคโลโลยีมาเพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ ด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จึงจะเป็นการทำ Digital Transformation ให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง

 

การมองความเปลี่ยนแปลงอย่างเข้าใจ เรียนรู้อดีต คาดเดาอนาคตอย่างมีหลักการและเหตุผล พร้อมเตรียมทักษะใหม่ๆ ในการนำสิ่งต่างๆมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเราต่างหากที่จะตอบโจทย์ จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จในโลกของยุคดิจิทัล

 

 

Trend #9 “Agile Everything”

 

Agile คืออะไรกันแน่ ?

 

 

หลายท่านคงจะได้ยินคำว่า “Agile” อยู่บ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งคงจะมีไม่น้อยที่ยังสับสนและไม่ค่อยเข้าใจว่า Agile นี้แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ การทำตัวให้ Agile มันเป็นยังไง? ยิ่งฟัง ยิ่งงง ยิ่งฟัง ยิ่งทำตัวไม่ถูก งงกันทั้งเจ้านาย ทั้งลูกน้อง

 

Agile หมายถึง ความพลิ้ว

 

หากจะให้คำจำกัดความเป็นภาษาไทย “Agilie” ก็อาจจะหมายถึง “ความพลิ้ว” ทั้งทางด้านความคิด ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ รวมไปถึงการปฎิบัติงานต่างๆ ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการอยู่ในโลกดิจิทัลอย่างมีความสุข

 

การทำตัวให้พลิ้วไหวนั้น หมายถึง การที่เรามุ่งมั่นปฎิบัติงานโดยใช้ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ใน องค์กรอย่าง สร้างสรรค์ ภายใต้ข้อจำกัดและแรงกดดันต่างๆที่เราไม่ได้คาดคิดและอาจไม่ เคยถูกวางแผนไว้ในองค์กรมาก่อน เพราะการทำ Digital Transformation นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างมากให้กับทุกคนและทุกธุรกิจ

 

ทำอย่างไรให้เกิด Agility

 

การทำตัวให้พลิ้ว ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิด Agility นั้นก้คือ

 

#1 Agility Competence หมายถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถที่จำเป็นต่อการเผชิญ ฝ่าฟันกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการโอกาสใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น

 

#2 Agility Capacity หมายถึง ระดับความอึดในการอดทนต่อความไม่แน่นอน ความผันผวนรอบตัวเรา

 

#3 Agility Confidence หมายถึง ความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่นว่าจะสามารถทำทุกสิ่งอย่างให้เป็นไปได้ภายใต้สภาวะที่ไม่แน่นอนนี้

 

การนำ Agile ไปใช้สำหรับ Digital Transformation

 

หลายองค์กรเริ่มนำหลักการ Agile ไปปรับใช้ เพื่อตอบสนองกับโลกและการแข่งขันในยุคดิจิทัลที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไวมาก ทั้งความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดิจิทัลเทคโนโลยีที่หลากหลายซับซ้อน เพื่อจะได้ตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสใหม่ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ดังนั้นการทำงานในรูปแบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้

 

ทำ Agile อย่างไรเพื่อทำให้ Digital Transformation ประสบผลสำเร็จ

 

หลายองค์กรประสบปัญหาในการนำ Agile ไปใช้ เพราะขาดความเป็นหนึ่งอันเดียวกัน ทีมไม่มี Alingement ขาดการประสาน รวมไปถึงการแบ่งพรรคแบ่งพวก และการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรมและโปร่งใส

 

สิ่งสำคัญคือผู้บริหารและพนักงานระดับปฎิบัติการ ควรทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยมีเป้าหมายวัตถุประสงค์ด้วย Roadmap เดียวกัน ตลอดจนองค์กรก็ต้องมีส่วนช่วยในการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบใหม่ที่เอื้อให้การนำ Agile ให้เกิดขึ้นในองค์กร สนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานมีความรู้และทักษะใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับมือต่อความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

 

สรุปความสำคัญของ Agile ต่อการทำ Digital Transformation

 

 

     # Agile Organization เป็นต้นแบบความสำเร็จขององค์กรดิจิทัล

     # ผู้นำต้องเป็น Agile Leader

     # สร้าง Agile Team เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

     # Agile เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกรับสมัคร การพัฒนาและรักษาบุคลากร กระบวนการทำงาน วัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร

 

 

 

Trend #10 Digital Transformation เป็น The Must ของทุกธุรกิจ

 

Digital Transformation ไม่เปลี่ยน ไม่รอด

 

ระหว่างที่องค์กรของคุณกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ใหม่ ขณะเดียวกัน คุณเองจะต้องเลือกว่า “จะเป็นผู้ถูก Disrupt” หรือ “จะ Transform เพื่อสร้างโอกาสครั้งใหม่”

 

เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจแบบดั้งเดิมล้วนประสบกับแรงสั่นสะเทือนของ Digital Disruption เรามักจะเห็น Startup, Tech Giant และธุรกิจต่างอุตสาหกรรม มา Disrupt ธุรกิจแบบดั้งเดิมด้วยดิจิทัล จนสามารถเปลี่ยนเกมการแข่งขันและเข้ามาเป็นผู้นำทางธุรกิจได้ โดยใช้ดิจิทัลเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจและการตลาด สร้างความได้เปรียบจนสามารถแข่งขันกับเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ๋ได้

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ...

 

            # อยากปรับธุรกิจให้ทันยุคดิจิทัล เข้าใจ Digital Transformation แบบถึงแก่น

            # เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และคิดกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จ

            # ต้องการเรียนรู้ว่า ทำไมธุรกิจต้อง Transform จะต้อง Transform อย่างไร และ Transform อย่างไรจึงจะสำเร็จ

 

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) หรือ Startup ในทุกช่วงของวงจรธุรกิจ และในทุกอุตสาหกรรม หนังสือ “Digtial Transformation in Action เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล” จะช่วยให้คุณสร้างความสำเร็จครั้งใหม่ในยุคดิจิทัลได้

 

 

 ช้อป หนังสือ ช่วย ชาติ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท

 

 

 พิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว  "Digital Transformation in Action เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล" หนังสือที่ติดอับดับขายดี Best Seller ของร้านหนังสือ SE-ED, B2S, นายอินทร์ และ Kinokuniya

 

 ช้อปครบ 3 เล่ม รับส่วนลด พิเศษทันที 15% จากเล่มละ 295 บาท เหลือเล่มละ 250 บาทเท่านั้น 

 

 พร้อมบริการจัดส่งฟรี ส่งไปพร้อมกับใบกำกับภาษี เพื่อนำมายื่นหักลดหย่อนภาษีของคุณได้

 

 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 ม.ค. 62 เท่านั้น

 

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อได้ที่ contact@u23.in.th หรือ LINE ID: u23commnity หรือ โทร 0982699004