thanapongphan.com

สรุป 10 เทรนด์ดิจิตอลที่ต้องรู้ ปี 2018 สำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และนักการตลาด เพราะมันจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณ

 Share

สรุป 10 เทรนด์ดิจิตอลปี 2018 ที่ต้องรู้ สำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และนักการตลาด เพราะมันจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณ

 

 

1. Retail คืออุตสาหกรรมต่อไปที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับวงการมีเดีย โทรคมนาคม และแบงกิ้ง

 

 

หาก Google ,Facebook ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมมีเดียและโฆษณา

หาก Work Point สามารถทำกำไรและมีมูลค่า (Market Cap) มากกว่า ช่อง 3 (BEC) ในปีที่แล้ว

หาก AIS, dtac, true ได้เปลี่ยนธุรกิจจากผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม เป็น Digital Service Providers

หากธนาคารมีการเปลี่ยนการให้บริการเป็นแบบดิจิตอลแบงกิ้ง โมบายแบงกิ้ง จนมาถึงบริการพร้อมเพย์

 

ดิจิตอลก็จะเข้ามา Disrupt อุตสาหกรรมค้าปลีกจนธุรกิจต้องปรับตัว คำว่า The New Retail จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการและการแข่งของแต่ละผู้เล่น ในระดับโลก Alibaba ได้ประกาศเป็นนโยบายหลักของธุรกิจไปแล้ว ด้วยการเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 แสนล้านบาท ในบริษัท Sun Art Retail Group ซึ่งเป็น Supermarkets/Hypermarkets รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน หรือการร่วมมือกับ Starbucks ในการทำร้านกาแฟ Starbucks ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เซียงไฮ้และนำดิจิตอลเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้แก่ผู้บริโภค รวมถึง Amazon อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกที่จะมีบริการ Amazon Go ร้านสะดวกซื้ออัตโนมัติที่มีจุดขายคือ ลูกค้าไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องพกเงินสด แค่เปิดแอปฯ หยิบสินค้า และเดินออกไปได้เลย

 

สำหรับในไทย ที่ผ่านมาเราจะเห็นการนำเทคโนโลยี Beacon มาใช้เช่นแอปพลิเคชั่นของ Tesco Lotus หรือร้านต้นแบบของ 7-11 สาขาที่ 10001 ที่เป็น Digital Store โดยในปีนี้เราจะเห็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมค้าปลีกอีกหลายราย รวมถึงผู้ให้บริการ e-commerce ที่จะนำแนวคิด The New Retail มาให้บริการแก่ผู้บริโภคคนไทยแน่นอน

 

 

2. ปีที่การแข่งขันวัดกันที่ Platform และการสร้าง Ecosystem ของตนเอง

 

 

การทำธุรกิจแบบ Platform หรือ Platform Business (หนึ่งในหัวข้อหลักที่ผู้บริหารและเจ้าของกิจการทุกคนต้องรู้ โดย HBR’s 10 Must Reads 2017: The Definitive Management Ideas of the Year from Harvard Business Review) เป็น New Rule of Strategy และเป็นคำตอบว่าทำไมการทำธุรกิจในรูปแบบของ Platform จึงประสบความสำเร็จกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ดังเช่น Google, Facebook, Amazon, Airbnb, Alibaba ฯลฯ ทำมาแล้ว และแต่ละรายต่างขยายขอบเขตของธุรกิจด้วยการสร้างEcosystem ของตนเองเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับในไทย จะเห็นได้ว่าบริษัทองค์กรชั้นนำไม่ว่าจะธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงาน โทรคมนาคม การเงิน ก่อสร้าง ค้าปลีก ขนส่ง ฯลฯ ต่างขยายขอบเขตก้าวข้ามการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม เพื่อต่อยอดความสำเร็จหรือเปลี่ยนธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันเติบโตต่อไหปได้ และเราจะได้เห็นมากขึ้นในปีนี้

 

 

 

3. ไม่แบ่ง Online และ Offline เพราะ Lifeline คือคำตอบ

 

 

“Lifeline” เป็นคำที่ ผู้เขียนได้ยินครั้งแรกจาก ผศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้ยึดติดว่าการทำธุรกิจหรือการตลาดจะต้องทำเป็น Online หรือ Offline แต่คำนึงถึง Customer Journey เข้าถึงผู้บริโภคและเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแก่ลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ แนวคิด Omni Channel ที่แบรนด์จะเชื่อมโยงช่องทางการสื่อสารและการจัดจำหน่ายกับลูกค้าหลากหลายช่องทางรวมให้เป็นหนึ่งเดียว โดยผสมผสานการปฏิสัมพันธ์ทั้งออน์ไลน์ (Online) และการขายหน้าร้าน (Offline) จนมาถึงอีกหนึ่งแนวคิดคือ O2O (Online to Offline) ที่สื่อ Oline ผลักดันให้เกิดยอดขายทาง Offline

 

 

4. E-Commerce 3.0

 

 

วิวัฒนาการของอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ยุค 90 ที่เรียกว่ายุค E-Commerce 1.0 คือยุคดอทคอมที่เริ่มมีผู้ให้บริการตลาดซื้อขายออนไลน์ในลักษณะ Marketplace ไม่ว่าจะเป็น Craigslist, eBay, Amazon ถ้าในไทยที่เป็นที่รู้จักกัน อาทิ OLX/Kaidee, Tarad, Lazada, Shoppee ฯลฯ

 

ต่อมาแบรนด์เจ้าของสินค้าต่างๆ ทั้งที่เคยขายในตลาดออนไลน์เหล่านี้หรือไม่ก็ตาม ได้เห็นโอกาสที่จะทำให้แบรดน์สร้างช่องทางในการติดต่อสื่อสารและการชายสินค้าโดยตรงการผู้บริโภค แนวคิด Brand.com จึงเริ่มนำมาใช้กันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือยุค E-Commerce 2.0

 

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า (1) สื่อออนไลน์และโซเชียล ทั้ง Facebook, Instagram, Pinterest, LINE ต่างมีบทบาทสำคัญในการทำตลาดของแบรนด์ต่างๆ (2) แบรนด์สินค้าที่เป็นที่นิยมในช่องทางออนไลน์มาก่อน ก็มักจะมีหน้าร้าน (Offline) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโตของธุรกิจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แบรนด์เริ่มจะใช้ทุกช่องทางทั้ง Online และ Offline โดยบทบาทของแต่ละช่องทางจะไม่จำกัดว่าช่องทางไหนเป็นสื่อ (Media) หรือเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย (Store) แต่ทุกช่องทางมีบทบาทขึ้นอยู่กับCustomer Journey ของแต่ละคนที่เกิดปฏิสัมพันธ์กับแต่ละช่องทางในขณะนั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “Media is The Store & The Store is Media” ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคอาจเริ่มต้น Journey จากการเจอบทความรีวิวใน Instagram แล้วอยากจะลองสินค้าที่ร้านจึงทำการเปรียบเทียบสินค้าและราคากับแบรนด์อื่นๆ จากนั้นจึงสั่งซื้อที่หน้าเพจ Facebook หรือเว็บ E-Commerce ของแบรนด์นั้น เป็นต้น

 

 

5. P ตัวที่ 5 ของการตลาด “Personalised”

 

 

การมาถึงของยุคการตลาด 4.0 ที่ดิจิตอลเทคโนโลยี อาทิ Big Data ช่วยให้นักการตลาดสามารถออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาด การนำเสนอสินค้าบริการ (Product) การตั้งราคา (Price) เช่น การทำ Dynamic Pricing ให้กับลูกค้าแต่ละรายในแต่ละช่องทาง(Place) รวมไปถึงการทำโฆษณาแคมเปญการตลาด (Promotion) ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการตลาดแบบดั้งเดิม

 

ที่เห็นได้ชัดที่สุดนอกจากธุรกิจ E-Commerce เช่น Amazon.com ที่ทำเรื่อง Personalised ด้วย Recommendation Engine ได้ดีแล้ว ธุรกิจมักจะประยุกต์ใช้กับการทำ CRM กล่าวคือ จากเดิมที่เรามักจะเห็นแบรนด์ต่างๆ แข่งกันทำ Privilege และ Loyalty โปรแกรม ธุรกิจเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการหันความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่ากับลูกค้าแต่ละราย ดังเช่นบริการของ SHOPPENING ที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าค้าได้มากขึ้นกว่าที่เคย ด้วยการทำ Real-time Engagement กับลูกค้าแต่ละรายทุกที่ทุกเวลาผ่านทาง Mobileทั้งโมบายแอพลิเคชั่น และ Chatbot เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้ลูกค้าแต่ละรายแบบ Personalised แล้ววัดผลแบบ Real-time ที่ช่วยธุรกิจเติบโต ด้วยโมเดล Customer Lifetime Value (CLV) ซึ่งจะช่วยให้แบรดน์สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ได้ดียิ่งกว่า ตามแนวคิด CRM 3.0 ที่จะกล่าวในหัวข้อถัดไป

 

 

6. การมาถึงของ CRM 3.0

 

 

ดิจิตอลเทคโนโลยีก็มาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ด้วยเช่นกัน จากยุคแรก CRM 1.0 ที่เป็นการสื่อสารด้วยช่องทางเดียว ด้วย จดหมาย อีเมล์ หรือโทรศัพท์ ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีจึงทำให้ได้ข้อมูลลูกค้าที่จำกัดและมักเป็นการทำโปรโมชั่นแคมเปญแบบแบ่งกลุ่มเป้าหมาย Segmentation เป็นกลุ่มใหญ่ และไม่เกิด Personlization จนมาถึงยุค CRM 2.0 ที่การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าสามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้นผ่านทาง call center, เว็บไซต์, โมบายแอปพลิเคชั่นซึ่งข้อมูลของลูกค้าในแต่ละช่องทางได้มีการวมกันไว้เพื่อให้มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละครั้งเกิด Personalization มากยิ่งขึ้นการจากที่มีข้อมูลในอดีตของลูกค้าแต่ละราย

 

 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทั้ง Social, AI Chatbot, IoT ทำให้การปฏิสัมพันธ์แต่ละครั้งในแต่ละช่องทางทั้ง Online และ Offline กับลูกค้าแต่ละคน จำเป็นต้องให้การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-time เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าแบบ Personlized ตาม Customer Journey ที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำ CRM สมัยใหม่ที่เรียกว่า CRM 3.0

 

 

7. จากยุค Mobile First สู่ยุค AI First

 

 

ข้อมูลจาก comScore พบว่า จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนสูงกว่าคอมพิวเตอร์ในปี 2014 ประกอบกับความนิยมในการใช้สื่อ Social Network ผ่านทางสมาร์ทโฟน จึงเป็นช่วงที่การทำธุรกิจและการตลาดต้องคำนึงถึงความสามารถในการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนได้เป็นอันดับแรก หรือที่เรียกว่ายุค Mobile First

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยกระแสความนิยมของการใช้งาน Messaging App เช่น Facebook Messenger, LINE, WeChat ที่มีผู้ใช้งานมากกว่าจำนวนผู้ใช้งาน Social Networks ตั้งแต่ปี 2015 (ข้อมูลจาก BI INTELLIGENCE) ซึ่งในปีที่ผ่านมาแต่ละผู้ให้บริการเริ่มให้บริการ AI ที่เรียกว่า Chatbot หรือ Bot ผ่านทาง Messaging App กันแล้ว เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นและมีการโต้ตอบแบบ Real-time ตลอดจนคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ใหม่ที่จะเป็นที่นิยมที่จะใช้งานต่อจากสมาร์ทโฟน ก็คือ ลำโพงอัจฉริยะ (Smart Speaker) เห็นได้จากบริษัทไอทีชั้นนำของโลกต่างทุ่มเททรัพยากรในการที่จะให้บริการ AI ที่มาพร้อมกับผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Assistant) ทั้ง Google Home + Google Asistant, Amazon Alexa + Amazon Echo, Samsung Bixby, Apple Siri

 

จะเห็นได้ว่าการการป้อนข้อมูลจากยุค Mobile First จะเป็นการสัมผัสด้วยนิ้ว แต่ในยุคของ AI First จะมีการสั่งงานด้วย “เสียง” และ “ภาพ” ซึ่งความสามารถของ AI จะเป็นปัจจัยหลักที่จะมีความสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต

 

 

8. ถึงเวลาของ IoT ที่ทุกสิ่งจะต้องสมาร์ท

 

 

สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี สมาร์ทวอร์ช สมาร์ทโฮม สมาร์ทคาร์ ลำโพงอัจฉริยะ ตู้เย็นอัจฉริยะ แอร์อัจฉริยะ หลอดไฟอัจฉริยะ ฯลฯ เรียกได้ว่าเกือบจะทุกสิ่งสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ใช่แค่อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผู้บริโภค ในการใช้งานสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมก็จะมีการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น อาทิ ท่อส่งอัจฉริยะ (Smart Pipelines) มิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meters) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน การทำ Smart Farming ในอุตสาหกรรมการเกษตร การทำโรงงานอัจฉริยะแห่งอนาคต (Smart Factory) สำหรับภาคการผลิตและระบบซัพพลายเชน ซึ่งเราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้

 

 

9. Digital Marketing ไม่พอ ต้องเปลี่ยนองค์กรจากแก่นด้วย Digital Transformation

 

 

 

ที่ผ่านมาหลายท่านคงเคยทำ Digital Marketing หรือลงทุนด้านไอทีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเคยหรือไม่ได้ผลอย่างที่คิดไว้ สาเหตุสำคัญมาจากการนำ Digital Marketing หรือการนำเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้โดยไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรนั่นก็คือวิธีคิดหรือความเชื่อของผู้บริหารและพนักงานทุกคนในองค์กร ผลที่ออกมาจึงเป็นเพียงแค่ทำการตลาดดิจิตอลแต่ไม่สามารถสร้างความเหนือกว่าเชิงธุรกิจได้อย่างแท้จริง เพราะ Digital ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและ Disrupt ธุรกิจโดยสิ้นเชิง การทำ Digital Transformation จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคุณพลิกเกมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในปีนี้ (อ่านทั้งหมดเกี่ยวกับหัวข้อนี้ได้ ที่นี่)

 

 

10. Digital Transformation เป็น The Must ของทุกธุรกิจ

 

 

หลายปีที่ผ่านมาเรามักจะเห็น Startup ที่ใช้ดิจิตอลมา Disrupt ธุรกิจแบบดั้งเดิม จนสามารถเปลี่ยนเกมการแข่งขันและเข้ามาเป็นผู้นำทางธุรกิจได้ และเราก็ได้เห็นธุรกิจ SMEs ที่ใช้ดิจิตอลเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจและการตลาด สร้างความได้เปรียบจนสามารถแข่งขันกับเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ๋ได้

 

 

โดยปีที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำในธุรกิจมาก่อนมีการปรับตัวเพื่อก้าวข้าวสู่ยุคดิจิตอล โดยมีนโยบายการทำ Digital Transformation เป็นกลยุทธ์หลักในการทำกลยุทธ์ขององค์กร รวมถึงการทำ Venture Capital เพื่อเข้าไปลงทุนกับ Startup หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอล และเพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ในยุคดิจิตอล ซึ่งเชื่อได้ว่าในปีนี้ เราจะได้เห็นทุกอุตสาหกรรม Transform ธุรกิจเป็น Digital Business เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันครั้งใหม่ในยุคดิจิตอล

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากปรับธุรกิจให้ทันยุคดิจิตอล หนึ่งวันเต็มที่จะทำให้คุณเข้าใจ Digital Transformation แบบถึงแก่น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และคิดกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จ กับหลักสูตร DIGITAL TRANSFORMATION 2018หลักสูตร Exclusive สำหรับ เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร นักการตลาด หรือแม่ทัพดิจิตอลขององค์กร สอนและลง Workshop จริง ตั้งแต่การเข้าใจการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ และ Disruptive Innovation การวางแผนโมเดลและการคิดกลยุทธ์สำหรับการทำ Platform Business เรียนรู้และเข้าใจแนวคิด Omni-Channel, Online-to-Offline (O2O) และ E-commerce 3.0, การทำ Personalised, CRM 3.0 จนถึงการทำ Digital Transformation อย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ โดยวิทยากร ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทู ทรี เปอร์สเปกทีฟ จำกัด (2 3 Perspective) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้าน Digital Transformation กว่า 10 ปี ให้แก่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากปรับธุรกิจให้ทันยุคดิจิตอล พบกับหลักสูตร 2 วันเต็ม ที่จะทำให้คุณเข้าใจ Digital Transformation แบบถึงแก่น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คิดกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จ สอนและร่วม Workshop จริงทั้ง 2 วัน โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ Digital มากกว่า 10 ปี

 

 

มารับรู้แนวคิดเรื่อง Digital Transformation กับหลักสูตร Digital Transformation 2018 - Intensive Course (2-day) เพื่อสร้างความสำเร็จในปี 2018 คอร์ส Exclusive สำหรับ เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และนักการตลาด (Executive and Management Level)

 

พร้อมแล้วมาร่วม Transform ได้ที่ Victor Club @ FYI Center ในวันที่ 27 - 28 มีนาคม 2561 เวลา 9:00 AM – 05:00 PM ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ www.eventpop.me/e/2955-digital-transformation-2018-2days